วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

การผ่อนคลาย


คนเราใช้พลังงานไปกับชีวิตประจำวันอย่างมากมายจนทำให้ความสามารถในการทำงานน้อยลง การทำงานและการกินอาหารและสภาพสังคมปัจจุบันรวมทั้งการพักผ่อน เช่นการเต้นรำ หรือฟังเพลงสิ่งเหล่านี้จะทำให้จิตใจได้รับการผ่อนคลาย เป็นการเพิ่มพลังให้แก่ร่างกายซึ่ในการดำรงชีวิตของเรา ร่างกายจำเป็นต้องการสร้างพลังงานส่วนหนึ่งเพื่อในวันถัดไปแต่พลังงานส่วนนี้กลับถูกใช้ในทุกเวลาไม่กี่นาทีเนื่องจากความโกรธ อารมเสีย การได้รับความบาดเจ็บ และความเครียด หากเหตุการณืเช่นนี้เกิดจนเป็นปกตินิสัย ก็จะส่งผลเสียและจิตใจ ในขณะที่ร่างกายเรากำลังผ่อนคลายจะใช้พลังงานตำมากพลังงานที่ใช้เพียงเพื่อการทำงานขั้นพื้นฐานของร่างกายดังนั้น ในการผ่อนคลายนั้นจะต้องผ่อนคลายทั่วร่างกาย จิตใจและวิญญาณการเคลื่อนไหวของร่างกายเกิดจากความคิด และความคิดก็เป็นการเคลื่อนไหวชนิดหนึ่ง อีกทั้งร่างกายที่ผ่อนคลายต้องเริ่มที่ความคิดก่อน โดยเริ่มการผ่อนคลายที่ปลายหัวแม่เท้าแล้วไล่สูงจนถึงศีษะจากนั้นร่างกายก็จะส่งสัญญาณให้อวัยวะภายในได้ผ่อนคลาย ท่าฝึกโยคะที่เหหาะสมในการผ่อนคลาย คือท่าศพ แม้ว่าจะสามารถผ่อนคลายจิตใจแต่คุณก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดความเคลียดได้ เพราะความวิตกกังวล ความกลัว ความโกรธอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เกิดความเครียดขึ้นมา การค้นพบอัตตาจะ เป็นแหล่งแห่งความสุข ความสงบและพลังชีวิต หากเข้าอัตตาจึงจะเป็นการผ่อนคลายที่สมบูรณ์

ประโยชน์ของของโยคะ

การฝึกโยคะ จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆได้ เกี่ยวกับร่างกายโดยเฉพาะการจัดระบบต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทางและเสริมส่วนที่บกพร่องให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เช่น ๐ การช่วยการไหลเวียนของเลือด ปรับระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ และบำบัดโรคบางชนิดได้ เช่น โรคภูมแพ้ ลมหมมักหมม ผิวพรรณที่ไม่โปร่งใส สมองปลอดโปร่ง มึนศรีษะง่าย ๐ ช่วยนวดอวัยวะให้แข็งแรง เช่นนวดหัวใจ มดลูก กระเพาะอาหาร ตับ ไต ฯลฯ ช่วยให้ระบบช่วยย่อยอาหารดีขึ้นและได้พลังงานเสริมความแข็งแรง ๐ ด้านกายภาพบำบัด -ช่วยให้กล้ามเนื้อข้อต่อและเอ็นมีความยืดหยุ่นดีมากขึ้นช่วยใหเดินคลองแคล่วว่องไว ทรงตัวดี -ปรับกระดูกสันหลังให้เข้าที่เข้าทาง ป้องกันอาการปวดหลังและต้นคอ ปวดศรีษะและปรับรูปร่างให้สมส่วน หลังงอ ไหล่ไม่เอียง -โยคะบางท่าสามารถดัดแปลงเพื่อใช้กับเด็ก คนชราและคนพิการซึ่งฝึกบนเตียง หรือบนรถเข็นก็ได้ ๐ ด้านจิตบำบัด - กระตุ้นสมองให้มีความจำดีขึ้น - การผ่อนคลายหลังการฝึกทำให้คลื่นอัลฟา ซึ่งมีผลต่อการผ่อนคลายสมองนั่นเอง - คลายเครียดซึ่งการนอนไม่หลับ นักกีฬา นักเต้นนักแสดง อาจใช้โยคะเพื่อกำจัดความตึงเคลียดของกล้ามเนื้อ และเพิ่มสมาธิก่อนการแข่งขันก่อนการแสดง นายแพทย์ ดีน ออนิช ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจ โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเล็ง และศูนวิจัยในแคลิฟอเนีย สอนโยคะให้ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายเพื่อให้รู้สึกสงบ ๐ ผู้มีเพศสัมพันธ์บกพร่อง สามารถบรรเทา หรือแก้ไขด้วยโยคะหลายๆท่า ๐ ช่วยฟื้ฟูสมดุลการทรงตัว ความยืดหยุ่น ความแม่นยำ เสริมสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง สร้างความสงบของจิตใจและอารมณ์ เสริมความแข็งแรง "ภายใน" ๐ ท่าต่างๆของโยคะช่วยกระตุ้นต่อมอวัยวะกล้ามเนื้อ และช่วยผ่อนคลายความปวดเมื่อย ทำให้การย่อยอาหารและการไหลเวียนของเลือดดีขึ้นช่วยลดจากอาการที่เกิดจากความเครียด เช่นกังวล นอนไม่หลับเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อกระตุกและอาหารไม่อร่อย ๐ การฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องจะส่งผลลำลึกต่อร่างกายทำให้เกิดความมั่นคงต่ออารมณ์ มีสมาธิและความมั่นใจสูงทั้งยังฝึกง่าย และใช้อุปกรณ์น้อย ใช้สถานที่ไม่มากฝึกได้ทุกเวลา ทุกโอกาส ๐ การฝึกโยคะเป็นการฝึกเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ และยังสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วย ๐ การฝึกดโยคะจะประกอบไปด้วยส่วนที่สำคัญ 3อย่างคือ การออกกำลังกายหรือการฝึกท่าโยคะ การหายใจหรือลมปราณและการทำสมาธิการฝึกท่าโยคะจะกระตุ้นอวัยวะและต่อมต่างๆ ในร่างกายทำงานดีขึ้น สุขภาพดีจึงตามขึ้นมาด้วย ที่สำคัญคือการหายใจเป็นแหล่งก่อให้เกิดพลังชีวิตการควบคุมการหายใจเป็นแหล่งก่อให้เกิดพลังของชีวิต การควบคุมการหายใจจึงทำให้จิตใจและสุขภาพดีขึ้น การฝึกท่าโยคะและการหายใจจึงถือเป็นพื้นฐานในการทำสมาธิ ดังนั้นหากท่านได้ฝึกทั้งสามอย่างครบถ้วน จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรงจิตใจผ่องใสและเข้มแข็ง

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อาสนะบำบัด


การฝึกโยคะเพื่อสร้างความสมบูรณ์และแข็งแรงให้ร่างกาย หรือเพื่อความมีสุขภาพดีเป็นเสมือนภูมคุ้มกันให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บนั้นเรียกว่า โยคาสนะ หรือ อาสนะบำบัด โยคาสนะ ต่อไปนี้เรียกว่า ปวันมุกตาสนะ เป็นอาสนะที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก สามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดตามร่างกายช่วยเยียวยาโรคเรื้อรังบางชนิดได้เป็นอย่างดี ซึ่งเหมาะสำหรับการฝึกฝนเป็นประจำทุกวันเพื่อบริหารและผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ปวน(ปะวะนะ)แปลว่าลม มุกฺตา หมายถึงปอด เมื่อรวมกันแล้ว หมายถึง การขับลมออกจากร่างกาย

อุปกรณ์สำหรับการฝึกโยคะ

การใช้อุปกรณ์ในการฝึกโยคะก้เพื่อให้การฝึกง่ายขึ้น เช่นการการเปลี่ยนท่าที่ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ครบควรจะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมในการฝึกและสภาพร่างกายแล้วจึงตัดสินใจว่าควรเลือกซื้อุปกรณืใด อุปกรณ์ที่ช่วยในการฝึกโยคะมีดังนี้ เสื่อ หมายถึงเบาะหรือผ้าหรือพรมปูพื้นเพื่อไม่ให้ตัวเปื้อนฝุ่น และช่วยลดอาการเจ็บปวดในการกดทับเสื่อที่ดีไม่ควรจะลื่น เพราะอาจทำให้ผู้ฝึกลื่นความยาวของเสื่อควรเท่ากับควมสูงของผู้ฝึกเสื่อควรจะเช็ดถูทำความสะอาดได้ง่าย ที่สำคัญควรพับเก็บได้ง่าย เข็มขัด อาจจะใช้เชือกแทนก็ได้แต่ไม่ควรใช้ในล่อนเพราะอาจจะเจ็บได้เมื่อเวลาเราดึงอาจจะใช้ผ้าที่ใช้สะพายกระเป๋าแต่ต้องเลือกความยาวของเข็มขัดโดยเท้าเหยียบไว้แล้วดึงปลายทั้งสองข้างอยู่ในระดับเอว เข็มขัดนี้จะช่วยให้ฝึกโยคะได้หลายท่า บล็อก เป็นท่อนไม้หรือโฟมขนาด 6x6x12ซม. สำหรับใช้มือยันในกรณีที่มือแตะไม่ถึงพื้น ในกรณีที่ฝึกการทรงตัวโยการยืนบนศีษะหรือบนมือหากฝึกใกล้ผนังห้องจะช่วยในการทรงตัวได้สำหรับผู้ฝึกใหม่ๆการทรงตัวไม่ดีจะต้องฝึกใกล้ผนังหองเพื่อช่วยในการทรงตัว เก้าอี้ อาจจะเป็นเก้าอี้พับได้หรือเก้าอี้สำนักงานก็ได้ ใช้ช่วยในการฝึกโดยเฉพาะท่าที่ยากหรือในสำนักงาน ผ้าเช็ดตัว เพื่อรองนั่ง รองศรีษะ รองหลังคอ หรือช่วยอาการปวดในเวลากดทับ เบาะรองนั่ง เบาะรองนั่งสำหรับผู้ที่นั่งทำสมาธิเป็นเวลานานๆ จะช่วยลดอาการปวดหลังปวดก้น อาสนะบำบัดการฝึกโยคะเพื่อสร้างความสมบูรณ์และแข็งแรงให้ร่างกาย หรือเพื่อความมีสุขภาพดีเป็นเสมือนภูมคุ้มกันให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บนั้นเรียกว่า โยคาสนะ หรือ อาสนะบำบัด โยคาสนะ ต่อไปนี้เรียกว่า ปวันมุกตาสนะ เป็นอาสนะที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก สามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดตามร่างกายช่วยเยียวยาโรคเรื้อรังบางชนิดได้เป็นอย่างดี ซึ่งเหมาะสำหรับการฝึกฝนเป็นประจำทุกวันเพื่อบริหารและผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ปวน(ปะวะนะ)แปลว่าลม มุกฺตา หมายถึงปอด เมื่อรวมกันแล้ว หมายถึง การขับลมออกจากร่างกาย

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วิธีหายใจในการฝึกโยคะ

การหายใจเป็นองค์ประกอบสำคัญในการฝึกโยคะซึ่งจะต้องสัมพันธ์กันกับการเคลื่อนไหวในแต่ละท่วงท่า วิธีหายใจที่ใช้ในการฝึกโยคะ สามารถทำได้3วิธีคือ1.การหายใจเข้า-ออก สลับกับการเปลี่ยนท่า จะมีลักษณะเหมือนการฝึกลมปราณขั้นต้น โดยจะเน้นการหายใจเข้าแล้วปฏิบัติตามท่าจากนั้นก็หายใจออกพร้อมกับการคลายท่า ทำการฝึก 4-6ลมหายใจ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาที2.การหายใจเข้าก่อนเริ่มทำท่าโยคะ ก่อนเริ่มทำท่าโยคะให้หายใจเข้าเต็มที่เมื่หายใจแล้วจึงทำท่าโยคะ พอทำท่าฝึกเสร็จก็หายใจออกและหายใจปกติตามต้องการเมื่อจะเปลี่ยนท่าหายใจเข้าให้เต็มที่อีกครั้ง กลั้นหายใจแล้วจึงคลายท่า วิธีนี้ฝึกง่ายและเป็นที่นิยมกันมาก3.การหายใจให้สอดคล้องกับท่าโยคะ ถือหลักว่าท่าโยคะที่ทำให้ปอดขยายก็ให้หายใจเข้า ท่าทีทำให้ปอดเล็กลงก็หายใจออก ท่าที่ต้องการหายใจเข้า ได้แก่ ยกแขนขึ้น การเงยตัว การยืดตัวขึ้น การแอ่นอก ส่วนท่าที่หายใจออก คือ ท่าที่ยกแขนลง ท่าที่มีการบิดตัวซึ่งการฝึกหายใจท่านี้จะยากเพราะต้องจำท่าการฝึกและต้องจำว่าจะต้องหายใจเข้า-ออกตอนไหน

ข้อจำกัดในการฝึกโยคะ

การฝึกโยคะนั้นอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ ดังนั้นผู้ฝึกจะต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง ๐อุ่นร่างกาย(watm-up)ต้องทำก่อนการฝึกทุกครั้ง เช่น ท่าวอร์มแขน ท่าไหว้พระอาทิตย์ ฯลฯ ๐ควรศึกษาท่าบริหารแต่ละท่าให้เข้าใจดีก่อนลงมือฝึก ๐เริ่มฝึกช้าๆแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่าเร่งอย่าฝืน ให้หยุดพักด้วยท่าผ่อนคลาย ท่าหงายจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้นจึงฝึกต่อ ๐อย่าฝึก "ท่าห้าม" (ที่มีปัญหาจากโรคประจำตัวหรือมีปัญหาเรื่องกระดูก) ๐ ถ้าไม่เข้าใจการฝึกดีพอ และอยากมีครูแนะนำ ควรหาครูฝึกที่ได้มาตรฐานและผ่านการอบรมมาอย่างดี เตรียมตัวก่อนการฝึกโยคะ ไม่ว่าเราจะทำอะไร ทั้งในชีวิตประจำวันหรือกิจกรรมพิเศษจะต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งนี้ก็ให้กิจกรรมนั้นๆ ประสบผลสำเร็จสูงสุด การฝึกโยคะก็เช่นกัน การเตรียมตัวให้พร้อมจะช่วยให้การฝึกเป็นไปอย่างราบรื่น1.ไม่กินอาหารอิ่มเกินไป ควรฝึกก่อนหรือหลังอาหารอย่างน้อย 1-2 ชม.2.ร่างกายไม่อ่อนเพลียง่าย หิวมาก หนาวมาก ร้อนมาก หรือเป็นไข้และควรขับถ่ายให้เรียบร้อยก่อนการฝึก3.สตรีมีครรภ์ตั้งแต่4เดือนขึ้นไป สามารถฝึกโยคะได้ภายใต้การควบคุมของครูฝึกที่มีประสบการณ์ และสตรีที่อยู่ในช่วงมีรอบเดือน (เฉพาะวันมามาก) ห้ามฝึก4.ผู้ผ่านการผ่าตัดไม่เกิน 6เดือนหรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่ฝึก5.แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสบายๆเช่นเสื้อยึด กางเกงขายาว หรือขาสั้น (ชุดออกกำลังกาย)ไม่รัดแน่นจนเกินไป6.ไม่สวมแว่นตา นาฬิกาและเครื่องประดับต่างๆ7.สถานที่สะอาด และสงบ8.เวลาฝึกควรเป็นช่วงเช้าก่อนทานอาหาร ถ้าเป้นช่วงบ่าย ควรหาที่สบายๆไม่ร้อนจนเกินไป9.ฝึกท่าวอร์มร่างกายก่อนทุกครั้ง และควรทำซำ 3-5ครั้งขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคล10.ถ้าเกิดอาการเจ็บปวด ให้หยุดฝึกทันที แล้วนอนหงายผ่อนคลายอาการเจ็บปวด11.ก่อนจบการฝึกทุกครั้ง ต้องจบด้วยท่าศพอาสนะ โดยให้หายใจเข้าลึก และหายใจออกยาว ๆ ทำซำ ๆ ประมาณ30-40 รอบ12.ก่อนลุกขึ้นจากท่านอนควรพลิกตะแครงตัวจากท่านอนเป็นท่านั่งทุกครั้ง ป้องกันการปวดหลัง

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ระดับของโยคะ


โยคะสูตร ถือเป็นส่วนประกอบของศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนานั้นสามารถเข้ากันได้อย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งอาจจะเป็นเพราะโยคะสูตรได้เกิดขึ้นในยุคที่พระพุทธศาสนากำลังรุ่เรือง นั่นเอง เพื่อการเข้าใจตัวตนอย่างแท้จริง และมีเป้าหมายเพื่อยกระดับจิตใจของตนให้สูงขึ้น จึงควรปฏิบัติตามระดับของโยคะ ซึ่งมีอยู่ 8ระดับคือ ๐ ยามะ หรือศีล 5 การมีจริยธรรมนั้น ถือเป็นพื้นฐานระดับแรกของความเป็นมนุษย์ ยามะมีแยกย่อยอีก5ข้อ ได้แก่ อหิงสา ไม่ลักทรัพย์ ไม่พูดปด ประพฤติพรมจรรย์ และไม่ถือครองวัตถุนิยมจนเกินไป ๐ นิยามะหรือ วินัย5 เมื่อมีศีลคือการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่เบียดเบียน ลำดับถัดไปคือ การสร้างวินัยในตัวเอง มีอยู่ด้วยกัน5ข้อคือ อดทน สันโดษ ชำระกายใจให้บริสุทธิ์ หมั่นศึกษาตัวเอง และมีศรัทธา ๐ อาสนะหรือการดูแลร่างกาย เมื่อมีศีลมีวินัยแล้ว ต่อมาก็ดูแลร่างกายตัวเอง อาสนะไม่ใช่การออกกำลังกาย แต่เป็นการปรับสมดุลต่างๆ ในการฝึกอาสนะ ได้แก่ การเตรียมความพร้อมการฝึกซ้อมการฝึกท่าอาสนะและการปิดท้ายด้วยการผ่อนคลาย ๐ ปราณยามะหรือการฝึกลมหายใจ เมื่อร่างกายสมดุลก็พร้อมต่อการ ฝึกควบคุมลมหายใจ คือฝึกให้มีสมาธิ รู้จักลมหายใจของตนเองตลอดเวลา ควบคุมลมหายใจให้ได้ หายใจช้าลงและสงบขึ้น ๐ ปรัชยาหาระหรือสำรวมอินทรีย์ เมื่อร่างกายนิ่งลมหายใจสงบจากนั้นก็ฝึกควบคุมอารมณ์ ซึ่งมักปรวณแปรอยู่ตลอดเวลา คือ การควบคุมประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การสำรวม รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ๐ ธารณะหรือการเพ่งจ้อง เมื่อกายสงบจึงเริ่มอบรมจิตซึ่งมีธรรมชาติของการไม่อยู่นิ่ง ธารนะคือการอบรมจิตให้สงบนิ่ง จิตนิ่งเป็นจิตที่มีประสิทธิภาพ สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วง ๐ ฌาน การอบรมจิตให้สมำเสมอ ทำให้จิตมีคุณภาพส฿งขึ้นจนถึงขั้นชาญ ฌานคือจิตที่สามารถจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องเดียว เป็นจิตดื่มดำอยู่ในสิ่งที่กำลังทำ เป็นจิตที่รู้เห็นตามความเป็นจริง ๐ สมาธิ สมาธิของโยคะไม่เหมือนกับสมาธิของพระพุทธศสนา สมาธิ คือ ผลสูงสุดของการฝึกโยคะ หมายถึง จิตที่มีความเป็นหนึ่งเดียว พ้นจากความเป็นสอง พ้นจากความเป็นธรรมดา เป็นจิตที่หลุดพ้นแล้วการปฏิบัติโยคะครบทั้ง 8 ประการ ถือเป็นการมี"วิถีชีวิต"ไปตามครรลองของโยคะ จะช่วยให้ผู้ฝึกให้มีความแข็งแรง ยกระดับจิตให้สูงขึ้นสู่เป้าหมายสุดท้าย คือความหลุดพ้นหรือโมกษะ อันได้แก่ ความเป็นอิสระจากสิ่งผูกมัดทั้งปวงสำนึกแห่งวิถ๊ชีวิตอันดีงาม คือจริยธรรมโยคะแม้โยคะจะไม่ใช่คำสอนของศาสนา แต่ผู้ฝึกจะต้องดำรงด์ตนอยู่บนพื้นฐานในความดี มีจริยธรรม เช่น คิดสิ่งดีมีความบริสุทธิ์ สะอาดทั้งกายและใจ (คิดดี)พูดในแง่ดีและทัศนคติทางบวก (พูดดี)ปฏิบัติทุกสิ่งด้วยความตรงไปตรงมา และยุติธรรม(ทำดี)พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่(พอใจ) ชื่นชมและเห็นคูณค่าของธรรมชาติ รวมทั้งสิ่งศักสิทธิ์(ชื่นชมยินดี)

องค์ประกอบสำคัญของโยคะ

ผู้ฝึกโยคะต้องคำนึงเสมอว่า โยคะนั้เป็นการผสมผสานกันระหว่างกายกับจิต ทั้งสองอย่างจะต้องสัมพันธ์กันตลอดเวลาที่ทำการฝึก Kept fit บริหารร่างกายให้ถูกต้อง เพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดี Balance การรักษาความสมดุลของร่างกายและจิตใจโดยวางตัวและอารมณเป็นกลางไว้ Harmony ความลงตัวกับระหว่างการฝึกกายและจิต Purify body-mind-soul มีการชำระตนเองให้บริสุทธิ์ทั้งกายจิตใจและวิญญาณ โดยยึดหลักมีศีลธรรมจรรยาสำรวมจิตใจหรือทำสมาธิ หัวใจของการฝึกโยคะ การฝึกโยคะที่ถูกต้องและให้ได้ผลนั้น ต้องฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม ถ้าร่างกายสู้ไม่ไหวจะต้องหยุดพัก เมื่อร่างกายพร้อมแล้วค่อยฝึกต่อ ทั้งนี้ ทุกท่าจะต้องฝึกให้ถูกต้องตามขั้นตอนจริงๆ จึงจะประสบผล เช่น 1.หายใจแบบโยคะให้ถูกต้อง: หายใจเข้า-ท้องพอง, หายใจออก-ท้องแฟบ -สูดอากาศเข้าให้พอดีกับการฝึก - ปล่อยลมหายใจออกให้สุด เพื่อขับอากาศเสียออกมา - หายใจเข้า-ออกให้สอดคล้องกับท่าฝึกแต่ละท่า 2.ฝึกแต่ละท่าช้าๆ เป็นจังหวะ และควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายตามข้อจำกัด - ฝึกตามธรรมชาติร่างกาย อย่าฝืน เช่นยืดตัวมากเกินไป เกร็งเกินไป บิดมากเกินไป ฯลฯ 3.จิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับการฝึก คือการสงบ ไม่วอกแวก 4.ห้ามแข่งขันกัน ห้ามพูดคุยกันระหว่างฝึก 5.อดทน ขยัน และฝึกประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง 6.หยุดพักและผ่อนคลาย หลังฝึกจบแต่ละท่า ด้วยการนอนหงายนิ่งๆ หายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ ประมาณ 8-10รอบ เพื่อคลายความตึงเคลียดของกล้ามเนื้อ และการเต้นของหัวใจให้เข้าสู่สภาวะปกติก่อนที่จะฝึกท่าต่อไป

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ทำไมต้องฝึกโยคะ

เพราะ โยคะคือ วิถีชีวิตที่มุ่งพัฒนากายและจิตใจให้เกิดศักยภาพสูงสุด และการฝึกโยคะทำให้ร่างกายทำงานได้มีประสิทธิภาพ ช่วยให้จิตได้ทำงานเต็มประสิทธิภาพสุงสุดแล้ว เมื่อนั้นเราก็จะเข้าถึง สุขภาวะ คือ เป้าหมายสุงสุดที่แท้จริงของชีวิต ดังนั้นเมื่อเราดูแลเอาใจใส่ร่างกายได้อย่างเป็นปกติอย่างสมำเสมอแล้ว จิตต้องดีตามไปด้วยและโกาศที่จะเจ็ไข้ได้ป่วยก็น้อยลง หรือหากมีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้น การฝึกโคะเป็นประจำจนมีร่างกายเข้มแข็ง ก็จะทำให้หายจากโรคภัยได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะท่าของโยคะจะช่วยยืดกล้ามเนื้อของส่วนต่างๆทำให้ระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกสันหลัง ข้อต่อต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น มีความสมดุลยิ่งขึ้นโยคะมีการผ่อนคลายสลับกับการเหยียดยืดตลอดเวลาที่ฝึก เช่น ๐ ช่วยกดนวดของระบบต่างๆ ภายในอันได้แก่ ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ระบบสืบพันธ์ฯลฯ การยึดสลับการผ่อนคลาย จะทำให้ระบบเหล่านี้ทำงานดีขึ้น๐ ช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนของเลือด ช่วยพัฒนาระบบประสาท การติดต่อสื่อสารสัมพันธืของกลไกลต่างๆ ภายในร่างกายการฝึกโยคะช่วยสร้างเสริมระบบหายใจให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น๐ ทำให้เรามีสติ รู้ความรู้สึกของร่างกาย รู้จิตและอารมณ์ของร่างกายตนเองได้ดีขึ้น เอื้อต่อการคุมอารมณ์ของตัวเอง๐ สอนให้เรามีจริยธรรม ทำให้เราเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชนและสังคม๐ มุ่งเน้นที่กายและจิตเป็นสำคัญ โยคะไม่ใช่เป็นเรื่องของร่างกายอย่างเดียวอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ ทฤษฎีของโยคะ คือ การบำบัดของการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายตามที่กำหนด โดยเน้นการหายใจเข้า-ออก ให้สอดคล้องกับท่าฝึก และการทำสมาธิในการฝึก องค์ประกอบสำคัญของโยคะผู้ฝึกโยคะต้องคำนึงเสมอว่า โยคะนั้เป็นการผสมผสานกันระหว่างกายกับจิต ทั้งสองอย่างจะต้องสัมพันธ์กันตลอดเวลาที่ทำการฝึก Kept fit บริหารร่างกายให้ถูกต้อง เพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดี Balance การรักษาความสมดุลของร่างกายและจิตใจโดยวางตัวและอารมณเป็นกลางไว้ Harmony ความลงตัวกับระหว่างการฝึกกายและจิต Purify body-mind-soul มีการชำระตนเองให้บริสุทธิ์ทั้งกายจิตใจและวิญญาณ โดยยึดหลักมีศีลธรรมจรรยาสำรวมจิตใจหรือทำสมาธิ

โยคะเพื่อสุขภาพ


โยคะ ไม่ใช่ศาสตร์ลึกลับ ไม่ใช่เวทมนต์คาถาหรืออภินิหารใดๆแต่โยคะเป็นศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนเหตูและผลที่ทุกคนสามารถศึกษาด้วยตัวเองโยคะศาสตร์ ถูกถ่ายทอดเมื่อประมาณ 5,000-6,000 ปีมาแล้วโดยมีท่านมหาโยคีปตัญชลีเป็นผู้รวบรวมรูปแบบต่างๆของโยคะ เรียกว่า" โยคะสูตร "คำว่า "โยคะ"มาจากภาษาสันสกฤต คือ ยุชิร หรือ ยุช แปลว่าการผูกมัดหรือรวมกันตามนิยามของโยคะหมายถึงการเพ่งเล็ง หรือการใช้สมาธิเพื่อควบคุมการแปลปรวนของจิตให้สงบนิ่ง ปรัชยาแห่งโยคะคือการเพ่งเล็งหรือการทำสมาธิให้จิตสงบสุขโยคะมีท่วงท่ารูปแบบ แต่ที่แพร่หลายและได้รับความนิยมมากที่สุดคือ หฐโยคะ (Hatha yoga) "หะ" แปลว่าดวงอาทิตย์ ฐะ แปลว่า จันทร์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติโยคะที่เน้นถึงความสมบูรณ์ของร่างกายก่อนที่จะเข้าถึงชั้นจิตใจ โยอาศัยหลักการที่ว่า ร่างกายเป็นรากฐานอันแท้จริงของจิตใจ เมื่อร่างกายแตกดับจิตก็ย่อมดับด้วย ดังนั้นร่างกายอ่อนแอ ย่อมเป็นการยากที่จะมีจิตใจแข็งแกร่ง การฝึกโยคะให้มีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแกร่ง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือให้มีสุขภาพดี เรียกว่าอาสนะโยคะ หรือโยคะสนะ อาสนะ แปลว่า ท่าทาง และชื่อของโยคาสนะแต่ละท่า ส่วนมากมีที่มาจาก ชื่อสัตว์ เช่น ท่ากระต่าย ท่างูท่าตั๊กแตน ท่านกยูง ท่าแมงป่อง เป็นต้นสันนิษฐานว่า เป็นของโยคีเรียนรู้และสังเกตุธรรมชาติและการเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆแล้วนำมาดัดแปลงเป็นท่าโยคะ โยคาสนะ ถือเป็นกายภาพบำบัดชนิดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มเติมส่วนที่เสียสึกหรอ หรือบกพร่องของร่างกายให้กลับคืนสู่ภาวะปกติดังเดิม แม้โยคะจะไม่ใช่ยาวิเศษ หรือไม่มีคุณค่าทางรักษาโรคให้หายขาดได้ แต่โยคะก็เป็นธรรมชาติบำบัดที่สามารถจัดระบบการทำงานของร่างกายให้เข้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ก็ยากที่โรคภัยไข้เจ็บจะมาเบียดเบียน รวมถึงอาการอ่อนเพลียเมื่อยล้าจากการใช้งานส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป ก็จะหายขาดได้ด้วยการปฏิบัติ โยคะ แม้ปัจจุบัน โยคะ จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดว่า การฝึกโยคะ ใช่กันว่าจะฝึกกันได้ทุกคนผู้ที่จะฝึกโยคะได้จะต้องมีความสามารถพิเศษ แบบคนเหนือคน บ้างก็เข้าใจว่าโยคะเป็นเรื่องปรัชญาของทางศาสนา เป็นปาฏิหาร เป็นการบำบัดโรค และ เป็นการออกกำลังกาย แท้จริงแล้ว ทุกคนสามารถฝึกและเข้าถึงประโยชน์แห่งโยคะได้ เพียงแค่ต้องทำด้วยความตั้งใจจริง